Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

จีวัน BAND VDO Clip
เพลงเพลงพุทธะ
เพลงสังเวชนียสถาน 4
เพลงBabyBuddha
เพลงศีลห้า
เพลงไตรสรณคมน์
เพลงใบไม้ในกำมือ
เพลงHappy Bhudda Day
เพลงมัชฌิมาปฏิปทา
เพลงพุทธชยันตี
เพลงกลองยาวธรรมะ
  ++ View More
โครงการสืบทอดพระพุทธศาสนา
ด้วยบทเพลง
โครงการสืบทอดพระพุทธศาสนาด้วยบทเพลง
โครงการกตัญญูกตเวทีสองศรีพระศาสนา
โครงการนำเพลงธรรมะสู่เยาวชน
++ View More
ค้นหา  
ความเป็นมา

Get Adobe Flash player


โครงการสืบทอดพระพุทธศาสนาด้วยบทเพลง จีวัน BAND
history

หลักการและเหตุผล

      เนื่องมาจาก การแสดงดนตรี มหรสพทางวิญญาณ เพลงพุทธทาส เปิดดวงตา ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 ในวาระโอกาสสำคัญคือ 1. วาระ 100 ปีชาตกาลพุทธทาสภิกขุ 2. วาระที่องค์การวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ UNESCO ได้มอบรางวัลในฐานะบุคคสำคัญของโลก และ 3. คือ การสืบทอดเจตนารมย์ของบุคคล สัญคัญ 2 ท่านคือ ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ที่นิมนต์ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุและกล่าวถึงการจัดทำบทเพลงธรรมะ เพื่อชาติและประชาชน เพื่อลดสารพันปัญหา ในสังคม โดยใช้คุณธรรมนำสังคม
      กลุ่มศิลปะเปิดจิต โดยดินป่า จีวัน ได้ร่วมกับกลุ่มกัลยาณมิตร และเครือข่ายผู้สนับสนุนต่างๆ ได้ดำเนินการสืบสานเจตนารมย์และสานต่อแนวคิดนี้ให้เป็นรูปธรรม และได้จัดการแสดงมหรสพทางวิญญาณอย่างต่อเนื่อง ถึง 6 ครั้งในรอบ5ปี ตั้งแต่ปี 2550-2554 คือ
ครั้งที่ 1 มหรสพทางวิญญาณ "เพลงพุทธทาส –เปิดดวงตา" เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 ณ หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ครั้งที่ 2 มหรสพทางวิญญาณ "เพลงพุทธทาส- เปิดโลกเย็น" เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2551 ณ หอประชุมเล็กศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
ครั้งที่ 3 มหรสพทางวิญญาณ เพลงพุทธทาส "กลับมาเถิดศีลธรรม" เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2551 ณ ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่นดินแดง โดยมีแขกรับเชิญพิเศษคือ ท่านอาจารย์ภักดี ธนากุล คุณมีสุขแจ้งมีสุข และวงมาแตร์เดอีวิทยาลัย
ครั้งที่ 4 มหรสพทางวิญญาณ เพลงพุทธทาส - ฉบับยุวชน "คบเด็กสร้างโลก" เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2552 ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
ครั้งที่ 5 มหรสพทางวิญญาณ คอนเสิร์ต "พ่อ แม่ ลูก" วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม 2553 ณ โรงละครแห่งชาติ
ครั้งที่ 6 ปัจจุบัน ปี พ.ศ. 2554 มหรสพทางวิญญาณ คอนเสิร์ตจีวันแบนด์ " โลกรอดเพราะกตัญญู"
เนื่องในโอกาส 100ปีชาตกาลท่านปัญญานันทภิกขุ และ 105ปีชาตกาลท่านพุทธทาสภิกขุ
วันเสาร์ที่ 28 และวันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม 2554 ณ หอประชุมเล็กศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

      จากการแสดงมหรสพทางวิญญาณที่ทางกลุ่มศิลปะเปิดจิต ได้พยายามเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง และเห็นถึงความสำคัญของกิจกรรมการสืบทอดพระพุทธสาสนาด้วยบทเพลง การนำเอาบทเพลงที่มีข้อธรรมเนื้อหาที่เด่นชัด มีประโยชน์แก่คนร่วมยุคร่วมสมัย ส่งผลให้เกิดการพัฒนาจิตวิญญาณ ความคิด การปลูกฝังค่านิยมที่ดีงามที่มนุษย์ควรจะมี และยังส่งผลกระทบต่อการสร้างสันติภาพ ผ่านบทเพลงพและใช้อิทธิพลของศิลปะในการเชิดชูความดีความงามและความจริงในที่สุด
      เมื่อสิ่งเหล่านี้ได้กูกกระทำให้เกิดขึ้นรวมถึงการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ทางจริยธรรม และความดี ความงามภายในจิตใจจึงเกิดขึ้น พร้อมกับปัญญาที่สามารถมองเห็นและรับรู้ได้ถึงความถูกต้อง ความจริงที่ปรากฏในชีวิต และการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีขึ้นในสังคมก็จะเกิดตามมาเช่นกัน
      จากการได้การตอบรับที่ดีจากกลุ่มเป้าหมายคือ บุคคลทั่วไป เยาวชนและคนรุ่นใหม่ที่สามารถรับรู้ถึงคุณค่าของบทเพลง มหรสพทางวิญญาณ ผ่านข้อธรรมของท่านอาจารย์พุทธทาส ประโยชน์จึงเกิดขึ้นมากมาย และเห็นว่า บทเพลงเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อการปลูกฝังศีลธรรมในจิตใจของคนอย่างแท้จริง
      ดังนั้นกลุ่มศิลปะเปิดจิต จึงเห็นว่าได้มาอย่างถูกทางแล้วในการนำเสนอกิจกรรมที่เป็นการสร้างเสริมปัญญาภายใน กลุ่มศิลปะเปิดจิตจึงมีกำหนดจะจัดกิจกรรมให้ต่อเนื่องต่อไป เพื่อเป็นการสร้างกระแส สายธารแห่งศีลธรรมผ่านกิจกรรม การแสดงมหรสพทางวิญญาณ

มหรสพทางวิญญาณ เพลงพุทธทาส บทเพลงเพื่อการ สร้างสุขภาวะทางปัญญา

" เด็กคือผู้สร้างโลกที่แท้จริง หลายคนว่าขัดกับ "คบเด็กสร้างบ้าน" มันคนละสร้างกัน ดูให้ดีๆ เด็กสร้างโลกโดยธรรมชาติ ไม่เจตนาเป็นไปเอง เด็กเป็นอันธพาล หรือสุภาพบุรุษ โลกก็เป็นอย่างนั้น พ่อแม่ และครูกำลังเป็นผู้เตรียมเด็กให้เป็นอย่างไร โดยไม่คิดว่าเด็กจะสร้างโลก ลองเปรียบเทียบโลกที่เต็มไปด้วยหรืออันธพาลว่าจะต่างกันอย่างไร บัดนี้โลกเป็นอย่างไร ใครทำให้เป็นไป เด็กต้องเป็น คนของโลก เป็นผู้ยอมรับความเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายต่อกัน ทุกคนมีหน้าที่ทำให้โลกงดงามน่าอยู่ มีสันติภาพ ศรีอาริยภูมิ เด็กต้องได้รับบทเรียน ไม่เห็นแก่ตัว "ไม่เห็นแก่ตัว" มีผลทั้งโลกียะ โลกุตตระ คือสังคมสันติภาพ บุคคลนิพพาน ยิงทีเดียวได้นกสองตัว การศึกษาโลกยังผิด ยิ่งฉลาดยิ่งเห็นแก่ตัว ยิ่งเจริญ ยิ่งเห็นแก่ตัว เด็กกำลังมีประชาธิปไตยในการเห็นแก่ตัวตามการศึกษา เห็นตัวเป็นผู้มีคุณ แก่บิดามารดา เด็กกำลังเรียกร้องสิทธิมนุษยชน เกินกว่าเหตุโดยไม่รู้สึกตัว หรือเจตนา เด็กตามอุดมคติ เกิดมาทำโลกให้งดงาม พร้อมที่จะเป็นสุภาพบุรุษและสัตบุรุษ (ซึ่งคนละชั้น) พระเจ้าสร้างโลกแต่ในด้านวัตถุ ไม่ใช่ด้านจิตวิญญาณ; เด็กจะต้องมีความถูกต้องด้านจิตวิญญาณแล้วสร้างโลก โลกที่งดงามทั้งด้านวัตถุ& ร่างกาย ขึ้นอยู่กับเด็กๆ ของเรา ที่เราจะ เตรียมเขาอย่างไร"

พุทธทาสภิกขุ                                 
(คัดจาก หนังสือ พุทธทาสลิขิต "หนทางรอดของมนุษย์เรา")

      "ธรรมะเป็นปัจจัยที่ห้าของชีวิต แต่เราสนใจกันเพียงปัจจัยสี่ทางวัตถุ สำหรับร่างกาย ชีวิตที่ขาดปัจจัยที่ห้านั้น เป็นชีวิตที่ตายแล้ว และเป็นความสูญเสีย ยิ่งไปกว่าการตายทางร่างกาย เพราะขาดปัจจัยสี่ อย่างที่จะเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย ความมีชีวิตที่ปราศจากธรรมะนั้น เป็นความทุกข์ของแต่ละคน และจะเป็นอันตรายแก่กันและกัน จนกระทั่งถึงระดับมิคสัญญี ยุวชนของเรา จะต้องเป็นผู้รัก – ซื่อสัตย์ –กตัญญู กตเวที จะต้องเคารพ เชื่อฟัง ครูบาอาจารย์ คนแก่ คนเฒ่า พระเจ้า พระสงฆ์ ตลอดถึงขนบประเพณี ที่ดีงาม ครั้นโตขึ้น ก็จะเป็นพลโลกที่ทำโลกให้งดงามด้วยสันติภาพ แล้วเป็นบิดามารดาที่สมบูรณ์แบบของพุทธบริษัท สามารถเจริญพันธู์มนุษยชาติที่สูงยิ่งขึ้นไป" " เดี๋ยวนี้โลกมันไม่มีความถูกต้อง มันยังไม่มีความถูกต้อง ทางเศรษฐกิจก็ยังไม่ถูกต้อง ทางการเมืองก็ยังไม่ถูกต้อง แม้แต่ว่าทางศีลธรรมเล็กๆน้อยๆ มันก็พลอยไม่ถูกต้องไปเสียหมด เพราะว่าคนมันเห็นแก่ตัว มีความเห็นแก่ตัวเป็นเจ้าเรือน มันก็เต็มไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ หาความถูกต้องไม่ได้ ดูให้ดีมันมีแต่ปัญหา ปัญหาเศรษฐกิจ ทางเศรษฐกิจหาความปกติไม่ได้ ทางการเมืองก็ยุ่งเหมือนกับยุงตีกัน ทางสังคมก็สังคมกันไม่ได้ สังคมกันให้ปกติให้เรียบร้อยให้ถูกต้องไม่ได้มันก็หมด มันมีความไม่ถูกต้องเป็นเจ้าเรือนไปเสียหมด แม้แต่ลูกเล็กเด็กแดงทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชาย มันไม่มีความถูกต้อง ธรรมะ พระธรรม ธรรมะเป็นคำกลางที่สุด เป็นธรรมะก็เป็นความถูกต้อง มีธรรมะก็คือมีความถูกต้อง"

พุทธทาสภิกขุ                              
(คัดจาก หนังสือ "ธรรมชาติจิตนี้ไม่มีอารมณ์")

      จากความตั้งใจที่จะสืบทอดเจตนารมย์ของท่านพุทธทาสภิกขุ ต่อการทำเพลงธรรมะและกิจกรรมการสืบทอดศาสนา ด้วยบทเพลงอันนำไปสู่การนำบทเพลงธรรมะสู่เยาวชน ผลงาน เพลงพุทธทาส เปิดดวงตาจึงสำเร็จสมบูรณ์ พร้อมทั้งการออกเผยแผ่ คือ มหรสพทางวิญญาณ ทั้ง 3ครั้งที่ผ่านมา กิจกรรมได้รับการตอบสนองและสนับสนุนจากองค์กรต่างๆอาทิเช่น ธรรมทานมูลนิธิ อุทยานการเรียนรู้ทีเคพารค์ TK park สถาบันไทยคดีศึกษา และ สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันปรีดี พนมยงค์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ส.ส.ส.) ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ศูนย์เยาวชนไทย ญี่ปุ่น ดินแดง ภัทราวดีเธียเตอร์ สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี บ้านไร่กาแฟ และกัลยาณมิตรทางธรรมอีกมากมายที่ให้โอกาสและเห็นถึงคุณูปการ และร่วมมือกับกลุ่มศิลปะเปิดจิต ทำให้กิจกรรมมหรสพทางวิญญาณ ได้ถูกจัดขึ้นและสำเร็จในทุกครั้งๆไป
      ความสำเร็จดังกล่าวทำให้เห็นว่าโครงการการนำเพลงธรรมะสู่เยาวชนควรจะดำเนินต่อไปและมีความต่อเนื่องเป็นงานประจำในทุกๆปี กลุ่มศิลปะเปิดจิต โดยดินป่า จีวัน ยังคงมีเจตนารมย์ที่อยากจะต่อยอดความคิดของครูบาอาจารย์ และ การให้ความสำคัญต่อบทเพลงที่มีผลต่อเยาวชน เพื่อการส่งเสริมให้เยาวชนเกิดความคุ้นชินกับธรรมะโดยผ่านทางการใช้ศิลปะคือ ดนตรีเป็นเครื่องมือ "บทเพลงทางรอด ที่มิใช่บทเพลงทางเลือก"
      ในปี2552นี้กลุ่มศิลปะเปิดจิตจึงได้ตั้งเป้าประสงค์ที่จะเน้นบทเพลงที่เป็นข้อธรรมของท่านอาจารย์พุทธทาสที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน การนำเอาบทกวีข้อเขียนของท่านพุทธทาสภิกขุ ทั้งที่เป็นหลักคิด และข้อเตือนใจต่างๆ มาเรียงร้อยเป็นการแสดงหัวข้อธรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผ่านทางดนตรี โลกจะเย็นด้วยธรรมะ ที่อยู่ในหัวใจของผู้คนในสังคม โลกที่ร้อนอยู่ทุกวันนี้ นั้นร้อนด้วยความอยาก และเห็นแก่ตัว โลกร้อนจึงเป็นเรื่องของจริยธรรมของคนในสังคม การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงภายนอก การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงคือภายในจิต หากผู้คน มีธรรมะที่ถูกบ่มเพาะขึ้นภายในจิตแล้วไซร้ ศานติ การรักษาและความกตัญญูต่อสิ่งแวดล้อมและต่อผู้อื่นก็เป็นไปโดยอัตโนมัติ

ความเป็นมาของกิจกรรม

      ดินป่า จีวัน ศิลปินที่มีผลงานทั้งด้านจิตรกรรม และคีตกรรม ผู้นำศิลปะมารับใช้ผู้คนร่วมยุคสมัย ในรูปแบบของ ดนตรี กวี ภาพ นำเสนอกับผู้คนเสมอมาตลอดระยะเวลา 20 ปี ที่ผ่านมาผลงานได้เน้นหนักการชูประเด็นด้านคุณค่า คุณธรรมและการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีงามแก่เยาวชนและสังคม เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2548 หลังจากกลับจากสวนโมกข์ฯ ได้เกิดแนวคิด เกิดจิตศรัทธา ที่จะคิดสานต่อแนวความคิดของท่านพุทธทาสภิกขุ โดยเล็งเห็นว่าสิ่งที่ท่านคิดไว้ ริเริ่มไว้แต่ครั้งก่อนนั้น ดี-งาม และเป็นหน้าที่ของคนทำงานรุ่นต่อไป ที่ต้องสานต่ออย่างต่อเนื่องจึงจะเกิดผล จึงได้นำบทกวี บทความ ข้อเขียน ฯลฯ ของท่านพุทธทาสภิกขุ มาถอดรหัสจากงานวรรณกรรมสู่ภาษาดนตรีคีตกรรม จากการสัมผัสด้วยตา มาสัมผัสด้วยความรู้สึกผ่านทางประสาทหูนำความรู้สงบเย็นเผื่อแผ่แก่ผู้คนด้วยท่วงทำนองของบทเพลงเพื่อสานต่อเจตนารมย์ของท่านอาจารย์แต่ครั้งอดีต
      ด้วยความศรัทธาต่อท่านพุทธทาสภิกขุ จึงเกิดเป็นเครือข่ายกัลยาณมิตรศิลปิน, ลูกศิษย์ลูกหา รวมทั้งผู้เห็นดีเห็นชอบมาร่วมแรงร่วมใจกันทำให้งานขยายออกไปอย่างรวดเร็วด้วยบุญบารมีพุทธานุภาพของท่านพุทธทาสภิกขุ จึงทำให้งานชุดนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและสวย-งาม ลงตัว อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการ พูด - คุย แลก – เปลี่ยน กันถึงศิลปะ เพลงกับคนร่วมยุคสมัย คุณค่าและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับผู้คนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ถูกปล่อยปละละเลย ให้มีโอกาสได้รับทางเลือกอื่นๆ โดยเฉพาะทางเลือกในการพัฒนาตนเองทั้งด้านศีลธรรม ความสำนึกที่ดีงาม ท้ายที่สุดคือการได้รับข้อมูล รับสารที่ดีงาม เพื่อเป็นการปลูกฝังจริยธรรม ลดทอนความเห็นแก่ตัว โดยใช้ท่วงทำนองร่วมสมัย รวมกับสารที่สื่อออกไปเป็นธรรมะจากคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ
"Spiritual Entertainment" คือคำที่ท่านพุทธทาสภิกขุ เน้นย้ำหนักแน่นถึงความจำเป็นของผู้คนที่มีชีวิตอยู่ว่า ยังต้องการสิ่งที่เป็นความรื่นเริง สนุกสนานแต่ก็จะต้องเป็นไปในทางสติปัญญา ด้วยรสแห่งธรรมะ เป็นปัจจัยที่ห้า เพิ่มให้ปัจจัยที่สี่ (อันเป็นปัจจัยฝ่ายร่างกาย) จึงจะสมบูรณ์ - ดี -งาม จึงช่วยกันจัดทำขึ้นไว้สำหรับใช้สอยเพื่อเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาจิต

คำกล่าวที่เกี่ยวกับเรื่องดนตรีของ พระเดช พระคุณ พระพรหมมังคลาจารย์ (ท่านปัญญานันทภิกขุ)
      "การแต่งบทเพลงที่เจือด้วยธรรมะ เจือด้วยสิ่งที่ขูดเกลาจิตใจของคน ร้องเพลงเพื่อให้คนอื่นดีขึ้น ไม่ใช่ร้องเพลงเพื่อให้คนตกต่ำลงไป เดี๋ยวนี้บทเพลงแต่ละเพลงนั้น แต่งขึ้นมาก็เพื่อทำให้จิตใจลุ่มหลงมัวเมาในสิ่งเหล่านั้น ไม่ได้ร้องเพลงเพื่อให้คลายกำหนัดขัดเคืองลุ่มหลงมัวเมา เพราะคนแต่งมันก็มีสภาพจิตอย่างนั้น แล้วก็แต่งออกไปอย่างนั้น ลองนั่งฟังเพลงด้วยความตั้งใจ ฟังด้วยปัญญา ไม่ได้ฟังเพราะ แม่คนนี้ร้องดี แม่คนนั้นร้องดี ถ้าไป ดี เสียแล้วมันคิดไม่ออก เพราะชอบเสียแล้ว แล้วมันก็มองในแง่ถูกต้องไม่ได้
      เราต้องทำใจให้เป็นกลาง ทำใจให้ว่างๆจากความรักความชัง จากความยินดียินร้าย แล้วก็นั่งฟังด้วยการควบคุมจิตใจ ให้อยู่ในสภาพสงบ ฟังไปๆ ก็จะพบว่าบทเพลงนี้เป็นอย่างไร สร้างสรรค์หรือว่าทำลาย เราฟังรู้เรื่องละทีนี้ เข้าใจขึ้น และเมื่อเข้าใจขึ้น บางทีก็จะไม่ฟัง เพราะมันไม่ได้เรื่องอะไร แต่ถ้าบทเพลงบทใดที่เป็นไปเพื่อสร้างสรรค์ เราก็ฟัง เป็นเพลงประเภทธรรมะ เครื่องปลุกใจ เร้าอารมณ์ให้เกิดความคิดในการปล่อยการการวาง ในการเลิกการละสิ่งต่างๆนานา นักแต่งเพลงอย่างนั้น มันยังมีน้อย เพราะไม่ค่อยสนใจในเรื่องธรรมะนั่นเอง
      คนที่สนใจธรรมะถ้าแต่ง กลอนก็เป็นกลอนธรรมะทั้งหมด ลองอ่านบทประพันธ์ของท่านเจ้าคุณพุทธทาส ลองดู เอามาอ่าน ทีละบท ทีละบท ในบทเหล่านั้น ท่านเขียนด้วยจิตใจสงบ เมื่อนั่งๆใจสงบ ท่านก็เขียน เขียนคล่อง เขียนรวดเร็ว เขียนทันที ไม่ใช่เขียนแล้วนั่งคิดต่อ เขียนออกมาเลยเพราะมันล้นอยู่ในใจ แล้วก็เขียนออกมาเป็นกลอน เพราะสภาพจิต ที่สงบนั้นมันไม่มีการปรุงแต่ง ไม่ได้นึกว่าเป็นกลางวัน เป็นกลางคืน ไม่ได้นึกว่าอันนี้สวย อันนั้นอร่อยอันนี้ไม่อร่อย ไม่มีความคิดอย่างนั้น มันเหมือนกัน เพราะเป็นสังขารปรุงแต่งเหมือนกัน อย่างนี้น่าอ่าน ว่างๆลองอ่านดู อ่านแล้วจะได้คติธรรมเป็นเรื่องสอนใจมากขึ้น
      ชาวธิเบต ชื่อ มิลาเรปะ ท่านเขียนบทเพลงไว้มากมายร้อยกว่าบท เขียนใว้ ฝรั่งมาสนใจศึกษา แล้วเอาไปแปลเป็นภาษาฝรั่ง ขายดี ฝรั่งชอบอ่านชอบศึกษา เพราะว่าเป็นบทเพลงที่ปลุกใจให้กลับไปสู่ภาวะดั้งเดิมของตน ภาวะเดิมก็คือความสะอาดของจิต ความสงบของจิต ความสว่างของจิต ไปสู่สภาพนั้น บทเพลงเหล่านั้นเป็นเครื่องเร้าใจให้ไปสู่สภาพเช่นนั้น เวลาใดเรากลุ้มใจ เอามาอ่านก็ดีเหมือนกัน ท่านเขียนขึ้นจากความสงบ นั่งสงบๆท่ามกลางหิมะในฤดูหนาว แล้วก็เขียนสิ่งเหล่านี้ออกมาทีละบทสองบท สะสมใว้มากๆ กลายเป็น อมตะบทเพลง ไป เป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจ

( คัดลอกจากหนังสือ "รักษาใจให้ดีในปีใหม่" พิมพ์โดย ศูนย์สืบอายุพุทธศาสนา วัดชลประทานรังสฤษฏ์ )

 

ประวัติ ดินป่า จีวัน

จบการศึกษาคณะจิตรกรรม สากล เพาะช่าง

เริ่มงานแสดงภาพเขียนครั้งแรกตั้งแต่ปี 2529 จากนั้นก็มีการทำงานศิลปะอย่างต่อเนื่องตลอดมา

ทั้งในและนอกประเทศ จีวัน เขียนผลงานโดยสื่อสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ภาพเขียนของเขามักจะเกี่ยวข้องเรื่องความสัมพันธ์ ต่อสิ่งต่างๆ คือการอธิบายถึงความเข้าใจต่อวิถีของธรรมชาติ การสร้างและการให้ โดยเฉพาะเนื้อหาที่กล่าวถึงแม่ แม่ผู้เป็นคือสัญญลักษญ์ของความอบอุ่น และ อ่อนโยน สิ่งต่างๆในธรรมชาติจึงถูกแทนค่าด้วยคำว่า แม่ ไม่ว่าจะเป็นแม่คงคา แม่ธรณี ฯลฯ

ตลอดระยะเวลาที่แสดงผลงานมานับสิบปี คนมักจะเห็นผลงานของจีวัน ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อม ทว่าในทุกชุดของเนื้องานมักมีภาพของเพศหญิงปะปนอยู่ด้วยเสมอ เขากล่าวว่า

"ผู้หญิง เป็นหัวใจที่ให้กำเนิดทุกสิ่งในบรรณพิภพ ไม่เว้นแม้แต่ผู้ชาย ทำให้เกิดความสมบูรณ์ เชื่อมโยงกับความร่มเย็นของต้นไม้ที่ให้ความรู้สึกและอบอุ่น"

ปัจจุบัน ดินป่า จีวันก็ยังคงดำเนินแนวคิด ดนตรี กวี ภาพ และ วิทยากรโครงการ “วาดดนตรี” คือ การสอนศิลปะเพื่อสมาธิ และจินตนาการ

ศิลปะ การดำเนินชีวิต และสังคม

นอกจากงานภาพเขียน จีวันสร้างผลงานด้านดนตรี ในปี 2530 จีวันตั้ง วง จีวันขึ้น แสดงออกทางด้านความคิดควบคู่ไปกับงานภาพเขียนและกวีนิพนธ์ ในยุคสมัยแห่งการอนุรักษ์เบ่งบาน จีวันก็จัดเป็นกลุ่มคนกลุ่มแรกๆที่เคลื่อนไหวทางสังคมและกระตุ้นเตือนผู้คนให้หันมาสนใจแง่งามของการอนุรักษ์ โดยเฉพาะเมื่อเขาตั้งกลุ่มเสียงนกเสียงกา และ การจัดงาน Earth day ขึ้น 2 ครั้ง

จีวันทำงานด้านสังคมกับบุคคลอื่นๆ ด้วยความเชื่อที่ว่า นอกจากศิลปะที่จะช่วยตนเองแล้ว ยังรับใช้มวลชน และสังคม ถึงแม้ว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายของสังคมในยุคหลังๆ แต่ในผลงานของจีวันก็ยังยึดหลักการประสานเรื่อง คุณค่าของธรรมชาติและการเกื้อกูลกัน

ดังนั้น การทำงานศิลปะของจีวันจึงยังคงตั้งใจที่จะสื่อสารกับผู้คนให้เข้าใจตนเองและวิถีของะรรมชาติ โดยการเบียดเบียนต่อกันและกันให้น้อยลง

ดินป่า จีวัน กับงาน "เพลงพุทธทาส เปิดดวงตา"

ตลอดระยะเวลา 20 ปี ที่ผ่านมาผลงานของจีวัน เน้นหนักการชูประเด็นด้านคุณค่า และการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีงามแก่เยาวชนและสังคม เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2548 หลังจากกลับจากสวนโมกข์ฯ ได้เกิดแนวคิด เกิดจิตศรัทธา คิดสานต่อแนวความคิดของท่านอาจารย์พุทธทาส โดยเล็งเห็นว่าสิ่งที่ท่านคิดไว้ ริเริ่มไว้แต่ครั้งก่อนนั้น ดี - งาม และเป็นหน้าที่ของคนทำงานรุ่นต่อไป ที่ต้องสานต่ออย่างต่อเนื่องจึงจะเกิดผล จึงได้นำบทกวี บทความ ข้อเขียน ฯลฯ ของท่านอาจารย์พุทธทาส มาถอดรหัสจากงานวรรณกรรมสู่ภาษาดนตรีคีตกรรม จากการสัมผัสด้วยตา มาสัมผัสด้วยความรู้สึกผ่านทางประสาทหู นำความรู้สงบเย็นเผื่อแผ่แก่ผู้คนด้วยท่วงทำนองของบทเพลง เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของท่านอาจารย์แต่ครั้งอดีต

ด้วยความศรัทธาต่อท่านอาจารย์พุทธทาส จึงเกิดเป็นเครือข่ายกัลยาณมิตรศิลปิน, ลูกศิษย์ลูกหา รวมทั้งผู้เห็นดีเห็นชอบมาร่วมแรงร่วมใจกันทำให้งานขยายออกไปอย่างรวดเร็วด้วยบุญบารมีพุทธานุภาพของท่านพุทธทาส จึงทำให้งานชุดนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและสวยงาม ลงตัว อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการ พูดคุยแลกเปลี่ยนกันถึง ศิลปะ เพลง กับคนร่วมยุคสมัย คุณค่า ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับผู้คนในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะเยาวชนที่ถูกปล่อยปละละเลย ให้มีโอกาสได้รับทางเลือกอื่นๆ โดยเฉพาะ


โทร. 086-563-3335, 087-595-5619
 
Copyright@2010 By DINPA G-ONE
ธรรมะจัดสรร...เพื่อการเผยแผ่บทเพลงแห่งสติ ดนตรีธรรมะสร้างโลก